Jakob's Law
ผู้ใช้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับ "เว็บอื่น" — เขาจึงคาดหวังให้เว็บคุณทำงานเหมือนที่อื่น
ผู้ใช้สะสม mental model จากทุก product ที่เคยใช้มาทั้งชีวิต ยิ่ง interface ของคุณเดินตามแบบแผน (convention) ที่เขาคุ้น เขายิ่งใช้เป็นทันทีโดยไม่ต้องเรียนรู้ใหม่ — ความคุ้นเคยคือ usability ที่ได้มาฟรี
ตั้งชื่อตาม Jakob Nielsen (Nielsen Norman Group) ผู้บุกเบิกศาสตร์ usability ซึ่งเสนอไว้ในปี 2000 แก่นของกฎคือเรื่อง mental model — แบบจำลองในหัวที่ผู้ใช้สร้างจากประสบการณ์เดิม เมื่อ interface ตรงกับ model ผู้ใช้ไม่ต้องคิด แต่เมื่อขัดกัน ผู้ใช้ต้องจ่าย "ค่าเรียนรู้ใหม่" ซึ่งหลายคนเลือกจ่ายด้วยการเลิกใช้
- เริ่มจาก convention เสมอ — โลโก้ซ้ายบนกดกลับหน้าแรก, ตะกร้าขวาบน, ลิงก์มี visual cue, ไอคอนแว่นขยายคือค้นหา จะแหกกฎต้องมีเหตุผลที่คุ้มจริงๆ
- ก่อนออกแบบ flow ใหม่ ให้ดูว่า ผู้นำตลาดในหมวดเดียวกันทำอย่างไร เพราะนั่นคือ mental model ที่ผู้ใช้ของคุณพกมาด้วย
- เมื่อต้อง redesign ครั้งใหญ่ ให้ทำแบบ ค่อยเป็นค่อยไป หรือเปิดให้ผู้ใช้เลือกใช้เวอร์ชันเดิมได้ชั่วคราว (legacy mode)
- นวัตกรรมควรอยู่ที่ คุณค่าของ product ไม่ใช่ที่ตำแหน่งปุ่ม — "Be different in what you offer, familiar in how it works"
โครงสร้างแทบเหมือนกัน: ค้นหาด้านบน, แท็บหมวดหมู่, ตะกร้าขวาบน, flash sale แนวนอน — ไม่ใช่เพราะลอกกัน แต่เพราะทั้งคู่รู้ว่าผู้ใช้สลับไปมาระหว่างสองแอป การเหมือนกันทำให้ switching cost เป็นศูนย์
กรณีศึกษาคลาสสิกของการฝืนกฎ — รื้อ navigation ใหม่หมดจนผู้ใช้กว่าล้านคนลงชื่อเรียกร้องให้เอาแบบเดิมกลับมา และ engagement ตกลงชัดเจนหลัง rollout
หน้าจอแชตเดินตาม convention ของ messaging ทุกประการ: ข้อความเราอยู่ขวา คู่สนทนาอยู่ซ้าย ช่องพิมพ์อยู่ล่าง — คนเปลี่ยนจากแอปแชตไหนมาก็ใช้เป็นทันที
จงใจเลียน layout ของ Microsoft Word (toolbar, เมนู File/Edit) เพื่อยืม mental model ของผู้ใช้ Word หลายร้อยล้านคน — ลดต้นทุนการย้ายค่ายเหลือศูนย์
อย่าตีความว่า "ห้ามสร้างสรรค์" — กฎนี้ไม่ได้บอกให้ทุกอย่างเหมือนกันหมด แต่บอกให้ใช้ความคุ้นเคยเป็น "พื้น" แล้วใส่นวัตกรรมตรงจุดที่สร้างคุณค่าจริง การลอก convention ที่แย่ของตลาด (เช่น dark pattern) ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีเช่นกัน